Archive for December, 2011

31 Dec

ครีมกันแดดจำเป็นไหม ในฤดูหนาว

เคล็ดลับผิวสวย

สาว ๆ เคยแปลกใจกันบ้างไหมคะ ว่าฤดูที่ทำให้ผิวเราคล้ำเสียได้ง่ายที่สุดนั้น บางทีก็ไม่ใช่หน้าร้อนเสมอไป แต่กลับกลายเป็นฤดูที่อากาศเย็นสบายอย่างฤดูหนาวไปซะนี่ นั่นก็เพราะว่าเรามักทุ่มดูแลผิว ปกป้องผิวจากแดดเสียดิบดีในฤดูร้อน เพราะรู้อยู่แล้วว่าแดดในฤดูร้อนนั้นจัดจ้าแสบผิวขนาดไหน แต่ในฤดูหนาวมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่เหนียวตัว สบาย ๆ แบบนี้เลยทำเอาสาว ๆ ทำตัวสบาย ๆ จนลืมดูแลผิวพรรณไปด้วย รู้ตัวอีกทีผิวก็เริ่มคล้ำเสียซะแล้ว

นั่นก็เพราะแม้อุณหภูมิของอากาศจะเย็นลง แต่ในแสงแดดที่ยังคงส่องอยู่ ก็ยังคงมีรังสียูวีตัวร้ายอยู่นั่นเอง โดยเฉพาะรังสี UVA ที่แฝงกายทำร้ายผิว ทั้งทำให้ผิวคล้ำเสีย ทั้งก่อริ้วรอยที่ไม่พึงปรารถนา ยิ่งเมื่อรวมกับอากาศแห้งในฤดูหนาวยิ่งทำให้ผิวพรรณทั้งแห้งทั้งเหี่ยวเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นครีมกันแดดจึงยังคงเป็นไอเท็มที่สาว ๆ ขาดไม่ได้อยู่นั่นเองค่ะ(และก็ยังจำเป็นไม่ว่าจะในฤดูไหน ๆ ก็ตาม)

นอกจากครีมกันแดดจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้กระทั่งในฤดูหนาวแล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมก็นำเคล็ดลับ และเรื่องราวของการระวังดูแลผิวในฤดูหนาวมาฝากกันด้วยค่ะ

 เลือกใช้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอล เพื่อการปกป้องผิวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครที่กำลังมองหาครีมกันแดดที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม ลองหันมาใช้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอล ทดแทนแบบเคมิคอลซึ่งเป็นครีมกันแดดส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาด ถึงแม้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอลจะมีเนื้อครีมที่เหนอะหนะ ทายากกว่าที่คุ้นเคย แต่ด้วยส่วนผสมของ ซิงค์ ออกไซด์ (Zinc Oxide) และ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ซึ่งช่วยป้องกันรังสีด้วยการสะท้อนกลับ อันช่วยให้มันปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้มีประสิทธิภาพว่า แถมยังทำงานได้นานกว่าครีมกันแดดทั่วไป ทำให้ไม่ต้องทาซ้ำหลาย ๆ ครั้งในระหว่างวันด้วย

 ระวัง “เหงื่อ” ศัตรูร้ายของครีมกันแดด

การทาครีมกันแดดเพียงครั้งเดียวในตอนเช้า ย่อมไม่เพียงพอแล้วต่อการปกป้องผิวได้ทั้งวัน การทาครีมกันแดดซ้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่เหงื่อออกเยอะ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เสียเหงื่อมาก ครีมกันแดดก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกเหงื่อชะล้างออกไปได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณจึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดซ้ำให้บ่อยขึ้นด้วยเช่นกัน

 ดูแลปัญหาผิวที่มีอยู่เดิมเป็นพิเศษ

หากคุณมีปัญหาผิวอยู่แต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นสิว ฝ้า กระ ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวขาดความกระชับเต่งตึง ผิวเห่อแดง เมื่อเจอกับอากาศแห้งในฤดูหนาวผนวกกับแสงแดด อาจทำให้อาการต่าง ๆ เหล่านี้แย่ลงได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมบำรุง และเอาใจใส่ปัญหาผิวพรรณเหล่านี้เป็นพิเศษด้วย

 ใส่ใจอาหารที่กิน

อาหารอย่างผัก ผลไม้ นั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ในทางหนึ่ง ในขณะที่อาหารอย่างเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล และอาหารที่ผ่านการแแปรรูปแล้ว จะทำให้อาการอักเสบต่าง ๆ แย่ลงกว่าเดิม ฉะนั้นหากในฤดูหนาวนี้คุณมีอาการผิวแห้งแดง จากอากาศและแสงแดดก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้ด้วยค่ะ

และสุดท้ายนี้ นอกจากจะบำรุง ปกป้อง ทั้งผิวหน้าและผิวกายแล้ว อย่าลืมเอาใจใส่ผิวส่วนที่อ่อนบางอย่างริมฝีปาก ด้วยการใช้ลิปบาล์มที่ผสมสารกันแดด เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องผิวส่วนนี้จากแสงแดดด้วยนะคะ

29 Dec

7 คำถาม เรื่องของ ตาต้อ

ดวงตา

7 คำถาม ตาต้อ (หมอชาวบ้าน)
คอลัมน์ รักษ์ “ดวงตา” โดย ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

“ตาต้อ” เป็นกลุ่มของโรคตา “ต้อ” ที่มีลักษณะแตกต่างกัน วันนี้มาทำความรู้จัก “ตาต้อ” ด้วย 7 คำถามต่อไปนี้กันดีกว่า

 1.โรคต้อของตามีกี่โรค และมีความแตกต่างกันอย่างไร

 ตอบ คำว่าต้อเป็นคำทั่วไปหมายถึงตา ดังนั้น เมื่อบอกว่าเป็นโรคต้อ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นโรคต้อชนิดใด ที่พบบ่อย ๆ และควรทราบ เรียงลำดับตามความรุนแรงจากน้อยไปมาก ดังนี้

1) โรคต้อลม (Pinguecular)

มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้าง ๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุตา (เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด) มาเป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด

2) โรคต้อเนื้อ (Pterygium)

โรคต้อเนื้อเป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคต้อลม แต่เยื่อบุตาลามเข้ามาถึงบริเวณกระจกตาดำ (cornea) เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาหรือหางตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตาและตาแดงบริเวณต้อเนื้อ เมื่อถูกสิ่งระคายเคือง ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด

3) โรคต้อกระจก (Cataract)

โรคต้อกระจกเป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา (lens) ในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอกหรือควันขาว ๆ บัง มักเป็นจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่อาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดหลังอุบัติเหตุต่อดวงตาก็ได้ มักทำให้ตามัวมากขึ้นเรื่อยจนอาจมองไม่เห็นในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา

4) โรคต้อหิน (Glaucoma)

ต้อหินเป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตา (aqueous) น้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้น จนกระทั่งกดขั้วประสาทตา (optic disc) ทำให้มีการเสียของลานสายตาการมองเห็น จนกระทั่งตาบอดสนิทได้ในที่สุด

ส่วนโรคต้ออื่น ๆ ที่เป็นภาษาเฉพาะถิ่น เช่น ต้อลิ้นหมา คือต้อเนื้อ หรือโรคต้อลำไย คือต้อหินแต่กำเนิด เป็นต้น

 2.โรคต้อลม สาเหตุเกิดจากลม การใส่แว่นจะป้องกันโรคได้หรือไม่

 ตอบ สิ่งระคายเคืองที่เป็นสาเหตุของโรคต้อลม เป็นไปได้ทั้งจากลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้า ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคต้อลมแล้ว ยังทำให้ผู้ที่เป็นต้อลมอยู่แล้ว มีอาการเคืองตามากขึ้น ซึ่งต้อลมจะลุกลามมากขึ้นเมื่อสัมผัสกับสิ่งระคายเคืองดังกล่าว แว่นตามักช่วยกันลมเฉพาะจากทางด้านหน้า จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันทั้งลม ฝุ่น และแสงแดด ดังนั้น คำแนะนำที่ดีที่สุดจึงควรให้ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้า ๆ จะเป็นประโยชน์มากกว่า

 3.โรคต้อเนื้อ เกิดจากการกินเนื้อ และหลังลอกต้อเนื้อควรงดอาหารประเภทเนื้อสัตว์จริงหรือไม่

 ตอบ โรคต้อเนื้อ เกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตาบริเวณข้างตาดำ จากการสัมผัสสิ่งระคายเคือง เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด แม้มีลักษณะคล้ายเป็นก้อนเนื้อ แต่ไม่ได้มีคามสัมพันธ์กับอาหารประเภทเนื้อ และการกินอาหารประเภทเนื้อหลังการลอกต้อเนื้อ ก็ไม่ทำให้แผลเกิดการอักเสบหรือเกิดต้อเนื้อขึ้นใหม่แต่อย่างใด

ตาต้อ

 4.โรคต้อกระจกจำเป็นต้องเป็นทุกคนหรือไม่

 ตอบ โรคต้อกระจกเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์แก้วตา ทำให้เลนส์แก้วตาซึ่งควรมีลักษณะใส กลับมีสีขาวหรือขาวอมน้ำตาลมากขึ้น

เมื่อมนุษย์ทุกคนมีอายุมากขึ้นจะต้องเกิดการเสื่อมของเลนส์ตาทุกคน เมื่อการขุ่นของเลนส์ตามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดปัญหาตามัวจะเรียกว่าเป็นโรคต้อกระจก ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจะต้องเป็นต้อกระจกแน่นอน แต่อาจเป็นตั้งแต่อายุมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

 5.โรคต้อกระจกสามารถใช้ยาหยอดรักษาให้หายได้หรือไม่

 ตอบ ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตา หรือยากินที่สามารถให้การรักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดได้ การรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัด (หรืออาจเรียกว่าลอกต้อ) เอาเลนส์ตาธรรมชาติที่ขุ่นเป็นต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ โดยวิธีการเอาเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออกอาจใช้วิธีดันออก หรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) สลายออกก็ได้ แต่ยังไม่มีการใช้แสงเลเซอร์ในการผ่าตัดโรคต้อกระจก

 6.โรคต้อหิน ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเสมอไปหรือไม่ และการผ่าตัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ใด

 ตอบ โรคต้อหินมีหลายชนิด ดังนั้นการรักษาจึงมีหลากหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยลอดตาลดความดันตา ยากินลดความดันตา การใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัดโดยในกรณีที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ไม่ใช่การผ่าเอาหินหรือของแข็งใด ๆ ออกจากตา แต่เป็นการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงในลูกตา (aqueous) ออกจากลูกตา ทำให้ความดันตาลดลงและไม่เป็นอันตรายต่อขั้วประสาทตา

 7.โรคต้อต่าง ๆ เป็นโรคกรรมพันธุ์หรือไม่

 ตอบ โรคต้อลมและต้อเนื้อ เป็นโรคที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งระคายเคืองจึงไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุเกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามสภาพ ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่โรคต้อกระจกที่เกิดในเด็ก หรือเป็นแต่กำเนิดในบางรายอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ส่วนโรคต้อหินอาจเป็นได้ทั้งเป็นและไม่เป็นโรคพันธุกรรม แต่ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน เมื่ออายุเกิน 40 ปี ควรได้รับการตรวจวัดความดันตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินที่อาจเกิดขึ้นได้

28 Dec

อาหารทุกมื้อสำคัญกับการนอน

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้สมบูรณ์แข็งแรง ขณะที่ผลเสียของการนอนไม่เพียงพอคือทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพ น้ำหนักตัวเพิ่ม ไม่สดชื่น อ่อนล้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คุณนอนหลับได้ดีก็คือ อาหารทุกมื้อที่คุณรับประทานเข้าไปนั่นเอง

อาหารเช้า การวางแผนรับประทานอาหารเพื่อการนอนหลับที่ดีนั้นไม่ได้เริ่มที่มื้อก่อนนอน หรือมื้อเย็นเพียงมื้อเดียว แต่ต้องเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่มื้อแรกหรืออาหารเช้ากันเลย เพราะอาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมลุย เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ เราจึงควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว แป้ง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันในมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ ที่สำคัญนอกจากจะรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงแล้ว การไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะทำให้เรารู้สึกหิวมากในมื้อต่อไป และมักจะกินอะไรที่อยู่ตรงหน้า โดยขาดความยับยั้ง

    อาหารว่างเช้า สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่เคยชินกับการรับประทานอาหารเช้าในปริมาณมาก ควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย เช่น แซนด์วิช ขนมปัง ซาลาเปา ขนมจีบ หรือผลไม้ต่างๆ ยกเว้นผลไม้ดอง

    อาหารกลางวัน พลังงานของอาหารมื้อนี้ควรน้อยกว่าอาหารมื้อเช้า โดยอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก ขนมปังโฮลวีท และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน รวมถึงควรมีผัก และผลไม้เป็นประจำ หรืออาจจะกินขนมสลับบ้างก็ได้ แต่ควรเน้นขนมที่ทำจากถั่ว เช่น ถั่วเขียวต้ม ถั่วแปบ เต้าส่วน เพราะมีแมกนีเซียมสูง ส่วนครื่องดื่มควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสม

    อาหารว่างบ่าย เป็นมื้อที่มีความสำคัญต่อสุขภาพการนอนที่ดี ดังนั้นตั้งแต่มื้อนี้เป็นต้นไปเราไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง แต่ถ้ารู้สึกง่วงให้ดื่มชาเขียวอ่อนๆ แทน หรือจะรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่วต่างๆ ก็ได้ รวมถึงควรเลือกดื่มนมวัวพร่องไขมัน นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังมีแคลเซียมสูง ป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งเป็นปัญหารบกวนการนอนในเวลากลางคืน

    อาหารเย็น เป็นมื้อที่ใกล้เวลานอนที่สุด มีข้อแนะนำที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้หลับอย่างสบายดังนี้

        – กินอาหารเย็นตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และควรกินก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในเวลานอนแล้ว ยังช่วยป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของการนอนเป็นอย่างมาก
        – ลดไขมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง อาหารทีมีฤทธิ์เป็นธาตุร้อน เช่น อาหารทอด อาหารมัน แกงกะทิ ขนมที่มีครีมเข้มข้น อาหารเผ็ดจัด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารดิบ น้ำอัดลม เพราะอาหารเหล่านี้จะย่อยยาก ร่างกายต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้มื้อเย็นจึงควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ซึ่งการปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น อย่างเช่น ซุป หรือ แกงจืด จะย่อยง่ายกว่าแกงกะทิ ผัดผัก ดังนั้นจึงควรเลือกปลานึ่ง ไข่ตุ๋น แทนปลาทอด หรือไข่เจียว รวมถึงเลือกเนื้อสัตว์ชนิดที่ไม่มีหนังและมัน สำหรับมื้อเย็น
        – จำกัดปริมาณผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งมักจะมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ถ้าชอบรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรเลื่อนไปเป็นมื้อเช้า หรือมื้อกลางวันแทน นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานผลไม้แทนอาหารเย็น รวมถึงไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือรับประทานผลไม้ครั้งละมากๆ เพราะสารอาหารหลักของผลไม้คือคาร์โบไฮเดรทหรือน้ำตาล แต่ควรเลือกรับประทานผลไม้แทนขนมหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ
        – เคี้ยวอาหารให้ละเอียด มื้อเย็นเป็นมื้อที่มีเวลาในการรับประทานมากกว่ามื้ออื่น จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่เราควรเคี้ยวอาหารหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายคือ ทำให้อิ่มง่าย ไม่รบกวนการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้
        – กินข้าว แป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก หรือโรยข้าวด้วยจมูกข้าวเป็นประจำทุกมื้อเย็น จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมทริปโตเฟน (Tryptophan) และกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ผ่อนคลายและทำให้นอนหลับได้ดี แต่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ
        – เมนูปลา ถ้าร่างกายมีภาวะเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ดังนั้นลองเลือกเมนูจากปลาทะเลซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลา และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่ต่อต้านความเครียด เช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดคี่นไช่ ปลาย่างซีอิ้ว ปลานึ่ง สเต็กปลา เป็นเมนูประจำสำหรับมื้อเย็น
        – ลดโซเดียม เกลือหรือโซเดียมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระสับกระส่ายนอนหลับยากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทีมีโซเดียมสูง เช่น ผลไม้ดอง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ รวมถึงการปรุงอาหารเค็มจัดและใส่ผงชูรสปริมาณมากด้วย

นอกจากความสำคัญของอาหารทุกมื้อแล้ว ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่อาจจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นดังนี้

        – ผลไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ กล้วย อินทผลัม ลูกพรุน ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟน โดยสมองจะนำทริปโตเฟนไปสร้างสารเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งถ้าร่างกายมีสารตัวนี้เพียงพอ ก็จะเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ ให้มีมากขึ้น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด อารมณ์ดี นอนหลับสนิทตลอดคืน โดยนอกจากในผลไม้แล้ว ทริปโตเฟนยังพบมากในนม เผือก มัน สาหร่ายทะเล และงา

        – เพิ่มวิตามิน B6 B12 เพราะวิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสังเคราะห์เซโรโทนิน ขณะที่วิตามินบี 12 จะช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งเมนูที่มีวิตามิน 2 ตัวนี้สูงก็คือ ข้าวโอ๊ตใส่นมสดและกล้วยหอม ซุปไก่มันฝรั่ง และตับบด

        – เครื่องดื่มและน้ำ ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน เพราะอาจจะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ทำให้นอนต่อไม่ได้ ส่วนเครื่องดื่มที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย ชาคาโมมายด์ น้ำมะตูมอุ่นๆ น้ำข้าวต้ม น้ำงาดำโดยผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำผึ้งซึ่งเป็นยาคลายเครียดอย่างอ่อนๆ จากธรรมชาติ

24 Dec

เกาหลีใต้คลั่งผอม กินยาลดความอ้วนมากที่สุดในโลก

ยาลดความอ้วน

ถึงแม้ว่าหน่วยงานควบคุมเวชภัณฑ์ในยุโรป จะสั่งระงับการจำหน่ายยาลดความอ้วนที่มีชื่อว่า “ซิบูทรามีน” ตั้งแต่วันที่ 21มกราคม ที่ผ่านมา เนื่องจากยาดังกล่าวมีผลต่อสมอง และถ้าใช้มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะเกิดอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว และเกิดอาการเครียด แต่ที่ประเทศเกาหลีใต้กลับใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะ Korea Food and Drug Administration (KFDA) ซึ่งทำหน้าที่ประเมินและรับรองยาระบุว่าไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงผลข้างเคียงจากการกินยา “ซิบูทรามีน” เพียงแต่ห้ามจ่ายยาให้คนวัย 65 ปีขึ้นไป หรือต่ำกว่า 15 ปีเท่านั้น

ทำให้การกินยาลดความอ้วนและยาลดความอยากอาหารของคนเกาหลีใต้ ใกล้จะขึ้นทำเนียบสูงสุดของโลกแล้ว หลังพบว่าการผลิตและการนำเข้ายาลดความอ้วน “ซิบูทรามีน” เพิ่มขึ้น 11 เท่า จากมูลค่าเดิม 4,400 ล้านวอน หรือเกือบ 1,200 ล้านบาท เมื่อปี 2546 เป็น 49,000 ล้านวอน หรือราว 1,300 ล้านบาท เมื่อปี 2551 ขณะวงเงินในตลาดซื้อขายยาระงับความอยากอาหาร ที่ถูกคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติ จัดให้เป็นยาเสพติด ได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

รายงานอ้างผลการสำรวจชาวเกาหลี 1,000 คน โดย คอนซูเมอร์ โคเรีย พบว่า 86 เปอร์เซ็นต์ ของคนเกาหลี ผ่านการลดน้ำหนัก หรืออยู่ระหว่างลดน้ำหนักมาตั้งแต่ปี 2551 อีก 13 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าต้องพึ่งพายาลดน้ำหนัก ปัญหาคือ แม้แต่คนที่มีน้ำหนักมาตรฐานก็ยังกินยาลดความอ้วน และแพทย์ก็จ่ายยาให้โดยไม่ไตร่ตรอง

24 Dec

คค. ให้การรถไฟฯ บริหารตลาดจตุจักร แทน กทม

คค.ยันให้การรถไฟฯบริหารตลาดนัดจตุจักร  (ไอเอ็นเอ็น)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยัน ทำตามกฎและกติกา ที่ให้การรถไฟฯ บริหารตลาดนัดจตุจักร แทน กทม.

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. จะเข้าไปบริหารแทนกรุงเทพมหานคร ผู้เช่าพื้นที่ตลาดนัดจตุจักรเดิม ว่า เมื่อวานที่ นายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อให้ทบทวนข้อตกลงเกี่ยวกับการต่อสัญญาตลาดนัดจตุจักรกับทางกรุงเทพมหานครนั้นได้ส่งเรื่องให้ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดำเนินการแล้ว เพราะเรื่องนี้ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลตั้งแต่แรก และยืนยันที่จะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. เข้าไปบริหารตลาดนัดจตุจักร เพราะทุกอย่างได้ทำตามกฎและกติกาทุกอย่าง ซึ่งคิดว่าการบริหารงานของ ร.ฟ.ท. นั้น จะไม่ทำให้ผู้ประกอบการตลาดนัดจตุจักร ต้องเดือดร้อน

ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยภายหลังจากการเยี่ยมเยียนการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงเรื่องตลาดนัดสวนจตุจักร ว่า วันนี้ได้มีการนัดประชุมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดชุดคณะทำงานขึ้นมาทั้งหมด 8 ชุด โดยมี นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานจัดการคณะทำงาน โดยในการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมด้วย และมีข้อตกลงร่วมกันในหลาย ๆ เรื่อง และได้มอบหมายให้ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย แถลงรายละเอียดข้อตกลง ที่ควรจะเปิดเผยให้ทราบ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเสริมว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย มีความมุ่งหมายที่ดี ที่จะพัฒนาให้ตลาดนัดสวนจตุจักร มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และจะมีการนัดประชุมกับผู้ค้าในตลาดนัดสวนจตุจักร เพื่อหาข้อยุติของปัญหา และทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้ง

ขณะที่ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง แผนการบริหารงานของตลาดนัดสวนจตุจักร ว่า แผนการบริหารงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย จะเน้นย้ำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและผู้ค้าในตลาดนัดสวนจตุจักร ทั้ง 27 โครงการ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารตลาดนัดจตุจักร

ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อบริหารงานในตลาดนัดจตุจักรเรียบร้อยแล้ว โดยได้ทำการจองชื่อ บริษัทตลาดนัดจตุจักร ร.ฟ.ท. จำกัด เพื่อนำมาตั้งให้กับบริษัทลูก แต่ต้องรอการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารและผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ทั้งนี้ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า แม้บริษัทที่ปรึกษาจะทำการศึกษา พบว่า รายได้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่จะได้จากตลาดนัดสวนจตุจักรนั้น ประมาณ 1,100 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งมากกว่าค่าเช่าที่ กรุงเทพมหานคร เคยให้คือ 24 ล้านบาท และถ้าสามารถทำได้ในช่วงปีแรก ถือว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักร และการบริหารงานใน 2 เดือนแรกของการรถไฟแห่งประเทศไทย จะไม่มีการคิดค่าเช่าพื้นที่

20 Dec

เสริมความแข็งแรงเบบี๋ด้วยโปรตีน

อาหารเด็ก

เสริมความแข็งแรงเบบี๋ด้วยโปรตีน (modernmom)
เรื่อง : อมยิ้ม / ภาพ : เอกรัตน์ ศรีพานิชย์

หลังจากให้นมแม่อย่างเดียวอยู่ 6 เดือน และแล้วก็มาถึงวัยที่เจ้าตัวเล็กพัฒนาการมาถึงระดับนั่ง เอี้ยวตัว คืบคลาน ทีนี้ละนมแม่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องเริ่มหาอาหารเสริมมาช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้เขาแข็งแรงยิ่งขึ้นแล้วล่ะ

7 แหล่งโปรตีนสำคัญ

หลังจากฝึกลูกให้คุ้นเคยกับอาหารจำพวกแป้ง ผัก ผลไม้แล้ว เมื่อหนูน้อยถึงวัย 7 เดือน กระเพาะอาหารจะแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้น คุณแม่จึงสามารถเริ่มให้โปรตีนเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ควรเริ่มจากอาหารที่ย่อยง่าย ๆ ก่อนนะคะ

 1.ปลา

โดยเฉพาะปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลานิล ควรให้ลูกเริ่มกินปลาน้ำจืดก่อนปลาทะเล เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้อาหารทะเล ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่มีเส้นใยสั้น ๆ ไขมันต่ำย่อยง่าย ส่วนปลาทะเลเริ่มให้ได้เมื่อลูกอายุ 1 ปี สำหรับเด็กวัย 6-10 เดือน ควรปรุงปลาโดยการต้ม นึ่ง สำหรับการทอดเหมาะกับเด็กวัย 10-12 เดือนขึ้นไป ไม่ควรทอดจนกรอบแข็ง เพื่อให้ย่อยง่าย

 2.ถั่ว

ถั่วเขียวซีก กะเทาะ เปลือกออก ตุ๋นใส่ข้าว เพื่อเป็นแหล่งให้พลังงานและเสริมโปรตีนจากพืช ถั่วเหลืองส่วนใหญ่ที่เหมาะกับการเป็นอาหารเสริมจะอยู่ในรูปของเต้าหู้อ่อนสำหรับถั่วเขียวซีกควรเริ่มให้เมื่ออายุ 6 เดือน และเริ่มให้เต้าหู้อ่อนประมาณ 8-10 เดือนขึ้นไป

 3.ตับหมู ตับไก่

สามารถตุ๋นกับข้าว เพื่อให้น้ำตับเพิ่มธาตุเหล็ก ใส่ในข้าวตุ๋นเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ในปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ หากใส่มากอาจทำให้มีรสขม พอหนูน้อยอายุ 10-12 เดือน ให้ปั่นตับละเอียดผสมกับอาหารเพื่อเพิ่มโปรตีนจากตับ

 4.หมู

เลือกใช้หมูสันในหรือหมูสันนอก เด็กวัย 6 เดือน เหมาะกับการนำมาทำเป็นน้ำซุปโดยช้อนน้ำมันออกเพื่อให้ย่อยง่าย สำหรับหนูน้อยวัย 7 เดือน แม่ ๆ อาจทำเป็นหมูสับหรือปั่นผสมในอาหาร พอลูกอายุ 10-12 เดือน สามารถใช้หมูสับหยาบหรือหมูหั่นชิ้นเล็กตุ๋นจนเปื่อย และให้ประมาณ 1 ช้อนชาแล้วค่อยเพิ่มเป็น 1-2 ช้อนโต๊ะ เมื่ออายุ 12 เดือน

 5.ไก่

ควรใช้บริเวณที่เป็นสันในไก่ เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่แพ้โปรตีนจากไก่ เริ่มให้ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ให้ทีละน้อย เพื่อให้อาหารมีส่วนกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร การปรุงอาหารที่เหมาะกับวัย 6-8 เดือน คือการต้มและปั่นละเอียดผสมในโจ๊กบด

 6.ไข่แดง

เป็นแหล่งโปรตีนชนิดแรกที่เหมาะกับการเป็นอาหารเสริมตามวัยของเด็ก 6 เดือนขึ้นไป มีทั้งโปรตีน วิตามินเอ อี เลซิติน สารลูทีน ธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อสายตา ผิวหนัง และความจำ เมื่อหนูน้อยอายุ 1 ปี ลูกสามารถกินไข่ทั้งฟองได้ การปรุงเมนูอาหารจากไข่ อาจต้มปั่นผสมในข้าวตุ๋น ซุป หรือทำไข่ตุ๋น ไข่เจียวแบบไม่มัน

 7.นม

ผลิตภัณฑ์จากนม นมผงดัดแปลงสูตรต่อเนื่อง เป็นนมดัดแปลงที่มีปริมาณโปรตีนสูงขึ้นและมีการเติมวิตามิน และแร่ธาตุลงไป เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี ส่วนนมครบส่วนมีได้ทั้งที่เป็นนมผงและนมสดทั่วไป เช่น นม พาสเจอร์ไรส์ นมกล่อง ยูเอชที เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป หากเป็นชีสและโยเกิร์ตสามารถปรุงโดยใช้กับพาสต้าหรือมันฝรั่งบดเหมาะสำหรับเด็กวัย 6 เดือน

Modern Mom’s Tip

การให้โปรตีนเสริมในเด็กเล็กมักจะเริ่มทีละอย่าง เพื่อสังเกตการณ์ย่อย การแพ้อาหาร เมื่อเด็กคุ้นกับไข่แดง ปลา ไก่ หมู การให้ตับเสริมอาจให้ร่วมกับเนื้อสัตว์อื่น เช่น ไข่แดงกับตับ หมูกับตับ หรือปลากับตับ เป็นต้น

แหล่งโปรตีนทั้ง 7 ที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของเบบี๋นั้น เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายตามท้องตลาด สำคัญอยู่ที่การเลือกให้เหมาะมากกว่า ดังนั้น การใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบอย่างดี ก็เท่ากับเราได้คัดสรรสิ่งดี ให้ลูกแล้วค่ะ

อาหารเด็ก

ข้าวตุ๋นปลาช่อน

6-8 Month

 เครื่องปรุง

 ข้าวสวย ½ ถ้วย

 ปลาช่อน 1 ช้อนโต๊ะ

 น้ำต้มกระดูกหมู 2 ถ้วย

 ใบตำลึงใบอ่อน 10 ใบ

 วิธีทำ

ตุ๋นข้าวสวยกับน้ำต้มกระดูกหมูพอสุกใส่ปลาช่อน ใบตำลึง คนให้สุก เทใส่โถปั่นจนละเอียด

Tip :  หนูน้อยวัย 6-8 เดือน สามารถย่อยเนื้อสัตว์บดละเอียดได้ง่าย เขาต้องการพลังงานเพิ่มจากน้ำนมแม่ประมาณ 260-370 แคลอรี และโปรตีน 2.7-5.4 กรัมต่อวัน

อาหารเด็ก

มันบดใส่ชีส

8-10 Month

 เครื่องปรุง

 มันฝรั่งแบบผง ¼ ถ้วย

 ชีส ¼ แผ่น

 นมผงดัดแปลงสูตรสำหรับเด็ก 6 เดือน 2 ช้อน

 น้ำต้มสุก 4 ออนซ์

 วิธีทำ

ละลายนมผงกับน้ำต้มสุก ตักมักฝรั่งผงลง คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่ชีสแล้วคนให้เข้ากัน อุ่นในเตาไมโครเวฟ 1 นาที คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน

Tip :  อาหารเสริมของเด็กวัย 8-10 เดือน เริ่มมีความหยาบของเนื้อสัมผัส อาหารจึงมีความข้นมากขึ้น อาจใส่เนื้อปลา 1 ช้อนชาหรือไก่สับ 1 ช้อนชาเพื่อเพิ่มโปรตีน เพราะเด็กวัยนี้ต้องการพลังงานเพิ่มจากนมแม่ 370-450 แคลอรี หรือประมาณ 3-6 กรัมต่อวัน

อาหารเด็ก

ขนมปังไข่ม้วน

10-12 Month

 เครื่องปรุง

 ไข่แดง 1 ฟอง

 ชีส ¼ แผ่น

 นมสด ¼ ถ้วย

 ขนมปังขาวตัดขอบ

 วิธีทำ

ตีไข่แดงให้ฟู ใส่นมสดลงคนใส่ชีสหั่นเป็นชิ้นเล็ก อบในเตาไมโครเวฟ 1 นาที จนไข่สุกตักป้ายบนขนมปัง แล้วม้วนเป็นท่อนใช้มีดหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

Tip : เด็กวัย 10-12 เดือน เริ่มกินอาหารที่มีความหยาบ เนื้อสัตว์แบบนิ่มและไม่เหนียวชิ้นเล็กๆ ที่สามารถใช้มือหยิบจับใส่ปากได้ จะต้องการพลังงานเพิ่มจากน้ำนมแม่ประมาณ 450-650 แคลอรี ให้โปรตีน 3.5-6.2 กรัมต่อวัน

Looking for something?

Use the form below to search the site:

Can't find what you want? Just let us know so we can help you!